ฮอโลคอสต์
การเลือกสรร" ในค่ายกักกันเอาชวิทซ์ พฤษภาคม/มิถุนายน 1944; ผู้ที่ถูกส่งไปอยู่ทางขวา คือ ไปใช้แรงงานทาส ส่วนผู้ที่ถูกส่งไปทางซ้าย คือ ไปห้องรมแก๊ส จากภาพ เป็นชาวยิวฮังการีที่เพิ่งมาถึงค่าย ผู้ถ่าย คือ แอร์นสท์ ฮอฟมันน์หรือเบอร์นาร์ด วอลเตอร์แห่งหน่วยเอสเอส
เป็นพันธุฆาตชาวยิวในยุโรปประมาณ 6 ล้านคนระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองโครงการฆาตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐโดยเยอรมนี นำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซี ทั่วทั้งดินแดนที่เยอรมนียึดครอง[1][2] จากชาวยิว 9 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในทวีปยุโรปก่อนฮอโลคอสต์ ประมาณสองในสามถูกสังหาร[3] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กชาวยิวกว่า 1 ล้านคนถูกสังหารในฮอโลคอสต์ เช่นเดียวกับหญิงชาวยิวประมาณ 2 ล้านคน และชายชาวยิว 3 ล้านคน[
นักวิชาการบางส่วนเสนอว่า นิยามของฮอโลคอสต์ยังควรรวมถึงพันธุฆาตประชากรกลุ่มอื่นอีกหลายล้านคนของนาซี รวมทั้งชาวโรมานี นักคอมมิวนิสต์ เชลยศึกโซเวียต พลเรือนโปแลนด์และโซเวียต พวกรักเพศเดียวกัน ผู้ทุพพลภาพ พยานพระยะโฮวา และคู่แข่งทางการเมืองและศาสนาอื่น ๆ ไม่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์เยอรมันหรือไม่ก็ตาม[6] นิยามนี้เป็นนิยามที่สามัญที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1960[6] หากใช้นิยามนี้ จำนวนเหยื่อฮอโลคอสต์ทั้งสิ้นอยู่ระหว่าง 11 ถึง 17 ล้านคน เฮนรี ฟีแลนเดอร์นิยามฮอโลคอสต์ว่า "การสังหารหมู่มนุษย์ เพราะพวกเขาเป็นสมาชิกของกลุ่มที่นิยามทางชีวภาพ" หมายความว่า "พวกนาซีใช้นโยบายการกำจัดที่คงเส้นคงวาและครอบคลุมเฉพาะกับมนุษย์สามกลุ่ม ผู้พิการ ชาวยิวและพวกยิปซี
การเบียดเบียนและพันธุฆาตมีการดำเนินแบ่งเป็นขั้น มีกฎหมายหลายฉบับที่ดึงชาวยิวออกจากประชาสังคม ที่เห็นชัดที่สุดคือ กฎหมายเนือร์นแบร์ก ซึ่งใช้บังคับในเยอรมนีหลายปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้น มีการสร้างค่ายกักกันซึ่งผู้ถูกกักกันถูกบังคับให้ใช้แรงงานทาสกระทั่งเสียชีวิตด้วยการหมดแรงหรือโรค ที่ใดที่เยอรมนียึดครองดินแดนใหม่ในยุโรปตะวันออก หน่วยเฉพาะที่เรียกว่า ไอน์ซัทซกรุพเพน จะฆาตกรรมยิวและคู่แข่งทางการเมืองในการยิงหมู่ ผู้ยึดครองกำหนดให้ชาวยิวและโรมานีถูกจำกัดอยู่ในเกตโตที่แออัดยัดเยียดก่อนถูกขนส่งโดยรถสินค้าไปยังค่ายมรณะ ที่ซึ่ง หากพวกเขารอดชีวิตจากการเดินทาง จะถูกสังหารไปโดยมากในห้องรมแก๊ส
คำว่า การล้างชาติ ในภาษาอังกฤษคือ "holocaust" มีรากศัพท์มาจากคำในภาษากรีกว่า holókauston ซึ่งแยกได้เป็นสองคำ คือ (holos)"อย่างสิ้นซาก" และ (kaustos) "เผา" ซึ่งมีความหมายถึงการบูชายัญต่อพระเจ้า ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 11 คำดังกล่าวได้ถูกใช้ในภาษาละตินว่า holocaustum ใช้บรรยายถึงการสังหารหมู่ชาวยิวโดยเฉพาะ และเมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำว่า holocaust ใช้ในความหมายว่า ความหายนะหรือความล่มจม
ส่วนคำในพระคัมภีร์ไบเบิล คำว่า Shoah (שואה) (หรืออาจจะสะกดว่า Sho'ah และ Shoa) หมายถึง "ความหายนะใหญ่หลวง" เป็นคำในภาษาฮีบรูที่ใช้บรรยายถึงการล้างชาติโดยนาซีในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1940 ชาวยิวได้ใช้คำว่า Shoah ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกันรวมไปถึงใจความของคำว่า "holocaust" ที่มีความหมายไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากเป็นการบรรยายถึงวัฒนธรรมนอกรีตของชาวกรีกโบราณ
คำว่า holocaust ได้เริ่มปรากฏการใช้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ในความหมายถึง "การตายของคนกลุ่มใหญ่อย่างรุนแรง" ยกตัวอย่างเช่น นายวินสตัน เชอร์ชิลล์และเหล่านักเขียนในยุคก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สองได้ใช้คำดังกล่าวในการบรรยายถึงการพันธุฆาตชาวอาร์เมเนียนในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่หลังจากคริสต์ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา คำดังกล่าวถูกจำกัดวงมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ คำดังกล่าวเป็นคำวิสามานยนามที่ใช้อธิบายถึงการล้างชาติโดยนาซีเท่านั้น
คำว่า holocaust เป็นการแปลความหมายมาจากคำว่า Shoah ซึ่งเป็นคำในภาษาฮีบรูในความหมายว่า เหตุหายนะใหญ่หลวง ความฉิบหาย มหันตภัยและการทำลายล้าง ซึ่งปรากฏในหนังสือที่มีชื่อว่า Sho'at Yehudei Polin ในกรุงเยรูซาเลม ซึ่งต่อมาได้แปลเป็น การล้างชาติโดยนาซีต่อชาวยิวในโปแลนด์ ส่วนก่อนหน้านั้น คำว่า Shoah เป็นคำที่ใช้บรรยายถึงพรรคนาซีว่าเป็นความหายนะใหญ่หลวง
พจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด เห็นพ้องต้องต้องกันว่า คำว่า holocaust หมายความถึง ลักษณะการกระทำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่มีต่อชาวยิวในปี พ.ศ. 2485 ความหมายนี้ยังไม่ได้ถูกยอมรับอ้างอิงจนกระทั่งคริสต์ทศวรรษ 1970 จึงเป็นที่ยอมรับ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคำคำนี้จะแปลโดยสามัญว่าเป็นการฆ่าล้างชาติที่กระทำโดยพรรคนาซี แต่คำว่า holocaust ก็แปลได้หลายทางเช่นกัน
ขบวนการล้างชาติของพรรคนาซี มีสาเหตุมาจากการแบ่งแยกเชื้อชาติระหว่างพวกชนชาติเชื้อสายอารยันและพวกที่ไม่มีเชื่อสายอารยันโดยมุ่งเป้าหมายหลักไปยังชาวยิวที่อยู่อาศัยในทวีปยุโรป การทำลายล้างชนชาติยิวเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อพรรคนาซีได้ขึ้นนำประเทศเยอรมันเมื่อฮิตเลอร์ขึ้นปกครองประเทศโดยชอบธรรมตามกฎหมายในปีค.ศ. 1933 ฮิตเลอร์โยนความผิดและปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในเยอรมันในเวลานั้นว่าเป็นความผิดของชาวยิว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ เหตุการณ์ไฟไหม้ การที่เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และปัญหาต่างๆอีกร้อยพันประการ
ชาวยิวในเวลานั้นถูกกดขี่ข่มเหงในทุกรูปแบบ พรรคนาซีออกกฎหมายกว่า 400 มาตราเพื่อริดรอนสิทธิชาวยิว เช่นชาวยิวไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินเพาะปลูกในเยอรมันได้ กิจการร้านค้าของชาวยิวโดนรัฐบาลเยอรมันสั่งปิด นอกจากนี้นาซียังออกกฎหมายสั่งปลดประชากรเชื้อสายที่ไม่ใช่ชาวอารยันออกจากงาน ในเวลานั้นชาวยิวหลายคนที่อยู่ผิดที่ผิดเวลาโดนทุบตีทำร้ายจนบางครั้งถึงเสียชีวิต ชาวยิวจำนวนหนึ่งอพยพหนีความรุนแรงกลับไปยังปาเลสไตน์
ท้ายที่สุดพรรคนาซีสร้างไล่ต้อนชาวยิวให้ไปอยู่อาศัยในเกตโต (The Ghettos) พวกเขาโดนใช้งานหนักในโรงงานที่ถูกสร้างขึ้นข้างๆรั้วของบริเวณกักกันเพื่อให้ชาวเยอรมันได้รับผลประโยชน์จากแรงงานชาวยิวโดยไม่เสียเงิน ชาวยิวมากมายในสถานกักกันตายเพราะความหิวโหย เนื่องจากปริมาณอาหารที่รัฐบาลหยิบยื่นให้นั้นมีไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร รวมทั้งโรคระบาดและความหนาวได้คร่าชีวิตประชากรชาวยิวมากมายในบริเวณกักกัน ชาวยิวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมารับเคราะห์โดยที่ไม่รู้ว่าพวกนาซีต้องการอะไรกันแน่ ชาวยิวบางคนฆ่าตัวตายเพราะความหมดหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไปในสถานที่ที่เปรียบเสมือนนรก
ขบวนการล้างชาติของพรรคนาซี มีสาเหตุมาจากการแบ่งแยกเชื้อชาติระหว่างพวกชนชาติเชื้อสายอารยันและพวกที่ไม่มีเชื่อสายอารยันโดยมุ่งเป้าหมายหลักไปยังชาวยิวที่อยู่อาศัยในทวีปยุโรป การทำลายล้างชนชาติยิวเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อพรรคนาซีได้ขึ้นนำประเทศเยอรมันเมื่อฮิตเลอร์ขึ้นปกครองประเทศโดยชอบธรรมตามกฎหมายในปีค.ศ. 1933 ฮิตเลอร์โยนความผิดและปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในเยอรมันในเวลานั้นว่าเป็นความผิดของชาวยิว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ เหตุการณ์ไฟไหม้ การที่เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และปัญหาต่างๆอีกร้อยพันประการ
ชาวยิวในเวลานั้นถูกกดขี่ข่มเหงในทุกรูปแบบ พรรคนาซีออกกฎหมายกว่า 400 มาตราเพื่อริดรอนสิทธิชาวยิว เช่นชาวยิวไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินเพาะปลูกในเยอรมันได้ กิจการร้านค้าของชาวยิวโดนรัฐบาลเยอรมันสั่งปิด นอกจากนี้นาซียังออกกฎหมายสั่งปลดประชากรเชื้อสายที่ไม่ใช่ชาวอารยันออกจากงาน ในเวลานั้นชาวยิวหลายคนที่อยู่ผิดที่ผิดเวลาโดนทุบตีทำร้ายจนบางครั้งถึงเสียชีวิต ชาวยิวจำนวนหนึ่งอพยพหนีความรุนแรงกลับไปยังปาเลสไตน์
ท้ายที่สุดพรรคนาซีสร้างไล่ต้อนชาวยิวให้ไปอยู่อาศัยในเกตโต (The Ghettos) พวกเขาโดนใช้งานหนักในโรงงานที่ถูกสร้างขึ้นข้างๆรั้วของบริเวณกักกันเพื่อให้ชาวเยอรมันได้รับผลประโยชน์จากแรงงานชาวยิวโดยไม่เสียเงิน ชาวยิวมากมายในสถานกักกันตายเพราะความหิวโหย เนื่องจากปริมาณอาหารที่รัฐบาลหยิบยื่นให้นั้นมีไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร รวมทั้งโรคระบาดและความหนาวได้คร่าชีวิตประชากรชาวยิวมากมายในบริเวณกักกัน ชาวยิวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมารับเคราะห์โดยที่ไม่รู้ว่าพวกนาซีต้องการอะไรกันแน่ ชาวยิวบางคนฆ่าตัวตายเพราะความหมดหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไปในสถานที่ที่เปรียบเสมือนนรก
ประสิทธิผล
ในช่วงแรกๆนั้น ชาวยิวตายวันหนึ่งมีจำนวนน้อยเกินไปนอกจากนั้นวิธีการ จึงได้มีการใช้ก๊าซพิษหลากชนิด ตั้งแต่ไซคลอน บี (เป็นสารไซยาไนต์แบบระเหยได้) ในช่วงแรก ไปจนถึงซารินที่ร้ายแรงกว่ามาก
ในช่วงแรกๆนั้น ชาวยิวตายวันหนึ่งมีจำนวนน้อยเกินไปนอกจากนั้นวิธีการ จึงได้มีการใช้ก๊าซพิษหลากชนิด ตั้งแต่ไซคลอน บี (เป็นสารไซยาไนต์แบบระเหยได้) ในช่วงแรก ไปจนถึงซารินที่ร้ายแรงกว่ามาก
อัตรา
ทารุณ โหดร้ายและอำมหิต
เด็ก
เด็กนั้นได้เสียชีวิตจาการสังหารหมู่จำนวนกว่า 1 ล้าน5แสนคน หนึ่งในจำนวน 7 ล้านคนที่ถูกสังหารกว่า จากการสังหารหมู่จากก๊าสพิษและการทดลองที่โหดร้ายที่สุดของดร.โจเซฟ แมงเกเล
เด็กนั้นได้เสียชีวิตจาการสังหารหมู่จำนวนกว่า 1 ล้าน5แสนคน หนึ่งในจำนวน 7 ล้านคนที่ถูกสังหารกว่า จากการสังหารหมู่จากก๊าสพิษและการทดลองที่โหดร้ายที่สุดของดร.โจเซฟ แมงเกเล
การทดลอง
นาซีนั้นได้ให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์กับร่างกายของชาวยิวและอื่นๆโดยไม่ได้คำนึงถึงศีลธรรมและมนุษยธรรมเลยเพื่อนำการทดลองนำไปใช้ประโยชน์ในทางการทหารและอื่นๆเช่น การทดลองแก๊สมัสตาร์ด การกินน้ำทะเล เป็นต้น มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากไปในการทดลองโดยอย่างโหดร้ายและอำมหิต
นาซีนั้นได้ให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์กับร่างกายของชาวยิวและอื่นๆโดยไม่ได้คำนึงถึงศีลธรรมและมนุษยธรรมเลยเพื่อนำการทดลองนำไปใช้ประโยชน์ในทางการทหารและอื่นๆเช่น การทดลองแก๊สมัสตาร์ด การกินน้ำทะเล เป็นต้น มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากไปในการทดลองโดยอย่างโหดร้ายและอำมหิต
จำนวนที่แน่นอนของผู้ที่เสียชีวิตจากน้ำมือของนาซีอาจจะไม่มีใครล่วงรู้ แต่เชื่อว่ามีจำนวนผู้เคราะห์ร้าย ดังนี้
- 5-6 ล้านคน เป็นชาวยิว รวมทั้งชาวโปแลนด์ที่เป็นยิว 3 ล้านคน
- 1.8-1.9 ล้านคน เป็นชาวคริสเตียนและผู้คนที่ไม่ใช่ชาวยิว แต่ต่อต้านพรรคนาซีและถูกนาซียึดครอง
- 200,000-800,000 คน เป็นชาวโรมาหรือชาวยิปซี
- 200,000-300,000 คน เป็นผู้ที่ไม่มีประโยชน์ในการใช้แรงงาน
- 80,000-200,000 คน เป็นผู้ที่มาจากสมาคมของยุโรปที่ต่อต้านการกระทำของพรรคนาซี
- 100,000 คน เป็นผู้ที่สนับสนุนคอมมิวนิสต์
- 10,000-25,000 เป็นพวกรักร่วมเพศ
- 2,500-5,000 เป็นชาวคริสเตียน นิกายพยานพระยะโฮวา (Jehovah's Witnesses)
รูล ฮิลเบิร์ก เจ้าของผลงานหนังสือ The Destruction of the European Jews (การสังหารชาวยุโรปเชื้อสายยิว) คาดว่ามีชาวยิวทั้งหมด 5.1 ล้านคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การล้างชาติของนาซี จากสถิติกล่าวไว้ว่า มากกว่า 8 แสนคน เสียชีวิตจากบริเวณเกท-โทและความขาดแคลน, 1.4 ล้านคนเสียชีวิตเพราะถูกยิงทิ้งกลางแจ้ง และมากกว่า 2.9 ล้านคน เสียชีวิตอยู่ในค่ายกักกันนั้นเอง ฮิลเบิร์กประมาณการว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตในประเทศโปแลนด์เป็นจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน ตัวเลขที่ฮิลเบิร์กนำมาพิจารณานี้ได้มาจากบันทึกเท่าที่หาได้ จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น